นฤพล's profileไวท์ 's สเปศPhotosBlogListsMore Tools Help

ไวท์ 's สเปศ

เออ นั่นล่ะๆ ประมาณนั้น
May 29

ทบทวน

  กำลังจะผ่านพ้นไปอีกแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมง ก็จะก้าวข้ามจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้ง

เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆแล้ว...

หนึ่งปีที่ผ่านมาที่จะนับเป็นปีการศึกษาได้ก็คงไม่แปลก เพราะมันก็เริ่มไล่ๆกันมาทำอะไรไว้สารพัด
แต่มาดูเป็นหนึ่งปีที่ค่อนข้างห่วงตัวเองอยู่เหมือนกัน...

ขอโทษด้วยครับที่ไม่ค่อยไปช่วยงานภาค

ขอโทษด้วยที่บางครั้ง ก็อารมณ์เสียใส่เอาทั้งๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลย

ขอโทษด้วยที่ทำผิดอะไรไป

 

ขอบคุณที่คอยอยู่เป็นเพื่อน

ขอบคุณที่เป็นที่ปรึกษาให้

ขอบคุณ...ที่ทุกครั้งที่เหมือนไม่มีใคร ก็จะเป็นคนเดียวที่เข้ามาในเวลานั้นแทบทุกครั้ง

 

ฉันจะพยายามทำตัวให้ดีขึ้นนะ

xoxo
Wise'

May 06

"""

   พอส่ง blog ของวันที่แล้วขึ้น space ก็ตีห้าครึ่งแล้ว ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดยามาตรีกาลค่อยแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างรวดเร็ว ความคิดที่จะเดินออกไปข้างนอกเช้าก็ผลุดขึ้นมา เพราะอยากเห็นแสงแรกของวัน หลังจากที่ไมได้เห็นมานาน คว้ากล้องกับ walkman เสียบหูได้ก็เดินออกจาห้อง จุดมุ่งหมายคือ สวนธนฯ เดินผ่าน ม. ไหว้ พระจอมฯ และพระพรมเชกเช่นทุกครั้งซึ่งแทบจะเป็นไปโดยอัตโนมัติของ เด็กบางมดอย่างเราๆ

   ข้าพเจ้าเดินไปด้วยแรงเฉื่อยเพื่อหวังจะได้ชื่อชมกับบรรยากายามเช้าบริเวณ มหาลัย ที่การก่อสร้างอาคารตึกใหม่ๆของวันยังไม่เริ่มต้นขึ้น ผ่านข้างสระมรกต มองข้าDSC_5882มไปอีกฝั่งพลางนึกถึง เหตุการณ์วันเก่าาที่มักจะมานั่งกันบริเวณรอบๆสระมรกต เพื่อพักผ่อนนั่ง คุย และหาเรื่องเสียตังค์ "ระวังนะหนู!" "โครม!!!" จักรยานของลุงก็ชนข้าพเจ้าให้อย่างจัง... ลุงแกก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ (ทั้งที่กุผิดเต็มเพราะเดินไม่ดูทาง มัวแต่ละเมอไปได้ - -")

   มาถึงสวนธนฯ อืม มีคนมากมายมายที่มาออกกำลังกายมุมต่างๆ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็น อากงอาม่า  ที่ออกมาเดินพลังลมปรานซะเป็นส่วนใหญ่ บ้างก็นั่งคุยกัน อะโช๊ะอะเช๊ เป็นภาษาจีน ซึ่งข้าพเจ้ามิเข้าใจภาษาเลย แต่เดาได้แน่ๆว่าพวกแกกำลังมีความสุข เพราะรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของทุกๆคนในวงสนทนา(อืม...เสือกไปมองหน้าเขาอีก) ดูๆพวกแกมีความสุขเหมือนกันแฮะ พลางๆไปก็นึกถึง คุณชาและคุณหมูแห่งชมรมจักรยานบรรพตเสียจริง แกก็คงจะมีความสุขแบบนี้ล่ะมั้ง ดูเป็นความสุขที่สร้างได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมาก และอย่างข้าพเจ้าล่ะ ช่วงเวลาเช้าตรู่แบบนี้ส่วนมากก็คงจะเพิ่งนอน หรือนนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นล่ะ

   เดินๆอยู่เกือบๆชั่วโมงความว่วงเริ่มบังเกิดจึงเดินกลับหอ ท้องฟ้าไม่ค่อยสวยอย่างที่ใจคิดซักเท่าไหร่ แต่ก็พอได้รูปดีมาสองสามใบ ก็โอนะ พอเดินมาถึงหน้าปากซอยก็แวะซื้อ น้ำเต้าหู้และคู่ขาปาท่องโก๋ เพราะคิดว่าการกินอะไรอุ่นๆ ก่อนจะเข้านอนในตอนเช้าคงจะทำให้หลับสบายขึ้น -- พอกลับมาก็นั่งจมปุกอยู่ตรงระเบียงหลังห้อง ไอ้เพราะความที่ไม่ค่อยจะได้รุปอย่างที่ใจหวัง อืมลองอะไรเล่นแล้วกัน...แล้วก็ได้รูปวิญญานตัวเองมานั่งเล่นอยู่ตรงระเบียง - -"

   พรุ่งนี้จะเริ่มเรียนแล้ว ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบกำกับหัวข้อที่กำหนดมาให้เท่าไหร่ แต่ก็แอบดีใจที่อย่างน้อยจะได้มีอะไรทำเป็นรูปเป็นร่างซะที (ป๋มยังคุมตัวเองให้ความเฉื่อยเข้าครอบงำไม่ค่อยได้) แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มทาบทาม สมาชิกสำหรับโปรเจคหนังแล้วล่ะ (ขอให้มันเป็นไปอย่างที่ใจหวังเต๊อะ สาธุๆ) อยากใช้ชีวิตสบายๆกับเขาบ้างจัง แต่ถ้าสบายตอนนี้ วันข้างหน้า ไม่รอดแน่ พี่เติ้ลเคยเคยบอกว่า เหลือเวลาเล่นอีกไม่กี่ปี ใช้มันให้คุ้ม อืมก็เข้าใจความคิดพี่นะครับ แต่สำหรับผมมันคงทำอย่างนั้นไม่ได้อ่ะพี่(ถึงจะอยากทำมาก) ถึงจะน้อยใจกบโชคชะตาบ้าง แต่ตอนนี้ผมโอเคกับมันแล้วล่ะครับ

xoxo

Wise' = WhiTe' = น้องชายพี่ = พี่ของใครซักคน

 Untitled-1

May 05

อีกหนึ่งวันที่ผ่านไป

  แล้วผล Admission ของปี 51 ก้จะมาประกาศในวันนี้แบบรวดเร็วทันใจ เพราะเร่งประกาศ เร็วขึ้นๆจาก 15 มา 7 มา 5 และ 4 เลื่อนบ่อยดีจัง พวก ม.6 ก็ลุ้นกันตาแป๋ว ว่ากุจะได้ไปอยู่หนใด แล้วเด็ก ปี3 อย่างกุเกี่ยวไร?? เอาเต๊อะ ขอให้ ม.6 ทุกคนได้อย่างที่หวังไว้นะ

   แล้วน้องสาว เราก็ติดสมใจอยาก เศรษฐศาสตร์แม่โจ้ อืม ไปเรียนซะไกล เลือกไว้อันดับแรกเลย ติดสมใจแล้วสิ ถึงพี่จะไม่อยากให้ไปที่นั่น อยากให้มาอยู่กรุงเทพใกล้ๆกัน อย่างน้อยก็น่าจะได้เจอกันบ่อยๆ แต่นั่นคือสิ่งที่น้องสาวเราได้เลือกแล้ว อืม ขอให้สนุกนะ Freshman! เออจะว่าไป นอกจากปุ๋ยแล้ว ส้มแคร์ นิ่มเท่าที่จำได้ มันติดพยาบาลหมดเลยนี่หว่า??  เหอๆ  คงจะตื่นเต้นดีเนอะ ลุ้นผล Admission ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกมันเป็นไง  เพราะฉันรีบคว้าโควต้า มัลติฯบางมด(ซึ่งมีความมั่นใจ เกิน 100ว่าติดตั้งแต่สัมภาษณ์ -- ไมได้กระแดะนะแต่มันรู้สึกงั้นจริงๆ) ฉันว่ามันคงจะเสียวๆแบบตอนที่ฉันลุ้นผลประกาศตอนแข่งประกวดเว็บอ่ะมั้ง

 

   พูดถึงเรื่องเว็บ ถ้าไม่ใช่เรพาะมันก็คงไมได้มาเดินลอยหน้าลอยตา อยู่ที่บางมดนี่ ตอนปีสองเคยเกือบจะหันออกจากเส้นทางนี้แล้ว เพราะเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่ แต่พอเพราะช่วงsummer ที่แสนน่าเบื่อหน่ายนี้ ว่างจัด ก็ได้มานอนๆคิด นอกจากจะเข้ามาที่่นี่ได้เพราะเว็บแล้ว กุก็หารายได้พิเศษส่วนมากมาจากเว็บทั้งนั้น....เฮ้อ แล้ววันนี้ ก็มีงานเว็บ เข้ามาอยู่ในครอบครอง 2-3 ชิ้น ไหนจะเว็บประกวดอีก แล้วด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิด ก็ต้เองไปหาความรู้เพิ่ม ไม่มีเงินซื้อหนังสือแล้วช่วงนี้ เพราะหมดไปสองพันกว่าแล้ว หาในเน็ตเอาละกัน หึหึ ขอบคุณๆ ผู้มีเมตตานำความรู้มาเผยแพร่ผ่านเน็ตนะ

สองสามวันนี้มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมาย พอๆกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เหอๆ ใกล้ละใกล้อดตาย  อนาดชีวิต ซะจริง - -"

 

อ่าน เทลล์ ออฟ ดิ โอโตริ จบแล้ว สนุกมาก คงเป็นหนึ่งในนิยายที่อ่านแล้วสนุกที่สุดชุดหนึ่งเลยอ่ะมั้ง ติดตามมาตั้งกะปี 2003 ก็ 5ปีแล้วสิ เพิ่งจะรู้นักเขียน เป็นผู้หญิงเรอะ! เหอๆ อ่านๆไปก็เข้าใจสัจธรรมของสังคมมนุษย์ คล้ายๆสังคมเมืองไทย เลย แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น เหล่เลี่ยมของมนุษย์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความภักดี ไม่เว้นแม้ในหมู่พี่น้อง ก็เหมือนๆที่เคยได้ยินมาอ่ะ "สันติสุขจะไม่บังเกิด หากไม่มีการหลั่งเลือด" ก็ได้แต่ภาวณาว่าอย่าให้เกิดเรื่องแบบนั้นเลย (เทลล์ ออฟ ดิ โอโตริ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ฝรั่งที่ไปอาสัยในญี่ปุ่นเป็นคนเขียน ซึ่งแน่นมากในเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชนชั้นต่างๆในสังคมญี่ปุ่น สมัยเอโดะ ที่มีชนชั้นขุนศึกคุมอำนาจ)

   ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการพิมพ์อยู่นี้ ตอนนี้ ก็ตี 5 แล้ว อืมเสียงนกร้องจิีบๆ แต่เช้าเตรียมออกหากินแล้ว เมื่อก่อนจะมีเสียงไก่ขัน แต่ตอนนี้คงไม่มีแล้ว เพราะบ้านที่เลี้ยงไก่ตอนนี้ย้ายไปแล้วพร้อมๆกับบ้านลุงข้างๆหอที่ขายข้าวเหนียวปิ้ง(คิดว่าเขาเรียกงั้น)อยู่หน้าหอ ตอนเราย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ พวกคนแก่แถวๆนี้คงเหงาเหมือนกันเนาะ แม้แต่ช่วงบั้นปลายปีชีวิต ก็ยังต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง นึกถึงบ้านลุงคนนั้นก็นึกถึงแถวๆบ้าน บ้านไม้ที่มีของมากมาย รูปในหลวงและพระต่างๆที่ติดอยู่เต็มฝาบ้าน คิดถึงเด็กๆจัง กลับไปอีกรอบตอนนี้ มันก็คงเป้นเพียงแค่ความทรงจำที่ดีเรพาะ ณ วันนี้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว คงจะเหลือเพียงแต่ 19  ปีกว่าที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงมากมาย เกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เราโตขึ้น ความคิดที่เปลี่ยนไป มุมมองที่หนักหน่วงกับโลกใบนี้ หาได้ไร้เดียงสา แบบเด็กไม่ อาจจะคิดไปเอง แต่คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลืออีกไม่มากนัก และมันจะเกิดขึ้นเพราะ น้ำมือของเรา มันจะมากพร้อมๆกับสิ่งที่เราพร่ำเพ้อหา มาตลอดระยะเวลาสามปี และก็เพราะสิ่งนี้ล่ะมั้ง ชีวิตของผมถึงได้รู้สึกอยู่แบบนี้ แต่ในเมื่อหากมันเป็นทางที่ได้เลือกลงไปแล้ว การย้อนกลับไป ดูท่าว่าจะไม่เข้าท่านัก งั้นก็ไปต่อละกัน เอาให้สุดแรงที่จะไปต่อได้ แล้วฉันจะยิ้มรับกับมันให้ได้ ทำไปทำมาเริ่มปลงซะงั้น

 

ข้าเคยคิดน้อยใจโชคชะตา ที่ข้าเกิดมาในฐานะเยี่ยงนี้ แต่ ณ วันนี้ข้าได้เข้าใจแล้วว่า มันได้ฝึกให้ข้าได้มีความอดทน ได้มีความมุ่งมั่น และมีความฝันซึ่งเป็นแรงจูงใจ แรงพลักดัน ที่ทำให้ข้าแข็งแกร่งกว่าผู้ใดหลายคน ที่มายืนอยู่ ณ จุดเดียวกับข้าในตอนนี้ ณ ที่ตรงนี้ ที่ที่ยังมีคนอีกเป็นล้านคน ไม่แม้แต่จะหวัง ถึง และข้าเอง ก็ยังมีโอกาสที่จะได้ไปต่อ มันอาจจะไปต่อจนสุดปลายทางไม่ได้ดังที่ใจหวัง หากเพียงแต่วันนั้นมาถึง ข้าเชื่อว่าหลังจากนั้นจะมีอีกหลายคน ที่จะเลือกเดินตามเส้นทางที่ข้าได้เลือก เพราะเขาเหล่านั้นล้วนมีความฝัน เช่นเดียวกับที่ข้ามี

ข้า* ติดมากจาก นิยาย อ่านมันมากไป เลยติดเลย ฮ่าๆ

 

xoxo
แด่ความหวังและความฝัน

Wise'=WhiTe'=น้องชายพี่

 

P.S. ดีใจอีกครั้งนะกับน้องสาว
P.S.2 ขอให้เข้มแข็งนะ นายเบนซ์ กลับมาไว พวกเรารอนายอยู่
P.S.3 เดี๋ยวจะออกไปวิ่ง(เดินซะมากกว่า) กะกล้องอีกตัว ไปถ่ายแสงยามเช้า ที่ฉันคิดว่ามันต้องสดใสแน่นอน

May 01

unknow

title

   เมื่อวานก่อนกลับจากดูหนัง สอยหนังสือที่ ศูนย์หนังสือจุฬา มาสองเล่ม  Tales of the Otori : Heaven's Net is wide หรือไทยๆก็ ลิขิตแห่งสรรรค์ ซึ่งเป็นนหนังสือเล่มที่ 5 ในชุด Tales of the Otori  อีกเล่มคือ สัตว์วิกาล (Unknow Forces) ของพี่เจ้ย อภิชาติพงษ์(ผกก. แสงศตวรรษ) ซึ่งเล่มหลังนี่ ชั่งใจอยู่นานว่าจะซื้อดีไหมตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือ แต่แล้วก็ซื้อมา (ฮา) ทำให้ข้าพเจ้าหมดเงินค่าหนังสือ ไป ราว 2000 บาท (เอาวะ การอ่านเป็นรากฐานที่สำคัญ ตอนนี้ยิ่งกว่าขนหน้าแข้งร่วงเลยทีเดียว)

   ข้าพเจ้าได้หยิบหนังสือ สัตว์วิกาลออกมาอ่านตอนราว ตีสามหลังจากเสร้จสิ้นการพรรณาอันไร้สาระลงใน space(ต้องขอบคุณที่ Microsoft สร้างที่ที่ให้ข้าพเจ้าได้ระบายมันออกมา) มุมมองของเหล่าผู้กำกับ ผู้กำกับศิลป์หลายๆท่านที่ได้อ่านผ่านไป ทั้งของพี่มะเดี่ยว(ที่กำลังหลงผลงานพี่เขาอย่างจัง) หรือของพี่เจ้ยเอง ต่างมีมุมมองที่แปลกแตกต่างและน่าสนใจ ทั้งต่อ ผู้คน และสังคม อ่านไปๆ ข้าพเจ้าก็คิดอะไรได้หลายอย่าง(แต่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจน*) แล้วก็หลับไปตอนราว ตีสี่ได้ เหมือนจะได้หลับถ้า ไอ้คุณโอมไม่โทรมาปลุกราวตีสี่กว่า เพื่อถามหาสมุดจดที่ลืมเอาไว้(ตอนเช้ามันจะสอบเพิ่งมาอ่านโต้รุ่งเนี่ยนะ? ชิวฉิบ) ก็ฮากันไป

  ราว 10 โมงก็เป็นไอคุณโอมอีกที่โทรปลุกข้าพเจ้าให้ตื่นขึ้นมา จากการหลับไหล(ที่แทบไม่เป็นเวลาเลย) ก็ลุกมานั่งมืนรวบรวมสติข้างๆเตียง ได้พักใหญ่ก็รู้สึกเหมืออนมีอะไรนุ่มๆมาดุนๆที่เท้า มันค่อยๆขยับ และรุนแรงขึ้นเรื่อย เมื่อก้มไปดูก็พบว่า เจ้าฮารุ(แฮมเตอร์) มันทำตัวเป็น Jumper โดดออกมาจากกระมังที่ใส่เอาไว้  แต่ดีว่าไม่ได้เหยียบไปแรงไม่เช่นนั้นคงกลายเป็น หนูแฮมแน่ๆ (รอดไปนะไอ้ตัวแสบ)

....

ระหว่างกำลังเขียน blog เพลง We might to see her again. ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงที่แต่งโดย คุณกิตติในหนัง รักแห่งสยาม ช่วงที่แตง เพิ่งหายตัวไป ฟังๆไปแล้วก็ทำให้คิดถึงพี่ดิวได้เลยแฮะ (เพลงมันเศร้าได้ใจ) แต่อารมณ์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเพลงนั่นล่ะ ยิ่งดึกๆไม่มีเสียงอะไรมารบกวน(นอกจาเสียงคียบอร์ด โน๊ตบุค)

 

รอบตัวเด๊่ยวนี้มีแต่คน ไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน มีแต่เรื่องร้ายๆ มากมาย ยังโชคดีที่ตัวเราเอง ไม่มีเรื่องอะไรกะใคร(หรือเปล่า??) ก็คงเป็นเพราะไม่ค่อยได้เจอใครออกไปกินข้าวก็ไปคนเดียว แล้วก็กลับมานั่งอยู่หน้าคอม อ่านหนังสือ นอนมองเพดานที่พัดลมเพดานหมุนด้วยเฉื่อยๆ เหมือนรอคอยของการมาของบางสิ่งหรือใครบางคน แต่แล้วเวลาที่ผ่านไปก็ทำให้ได้รู้แล้วว่า ความเหงาได้เข้ามาเยือนแล้ว.... (กลิ่นเหม็นๆเริ่มลอยมา...)

  ....ตอนนี้เข้าสู่เดือนพฤษภาแล้ว เดือนที่รอคอยมากที่สุดล่ะมั้ง  หากปีนี้ จะไม่มีเรื่องดีๆเกิดกับฉันซักเท่าไหร่ ก็ขอให้ 31 วันในเดือนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีสุดสำหรับปีนี้แล้วกัน ก็เวลามันเหลือน้อยลงอีกแล้วสินะ

 

 

xoxo

พี่ดิวคือคนที่ทำให้ฉันฝัน เมื่อก่อนฉันไม่เคยเหงา เพราะพี่ชายคนนี้เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งครู และเทรนเนอร์ที่คอยสอนฉัน หากแต่วันนี้ไม่มีพี่อีกแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้ผมได้รู้จักกับความเหงา ไม่รู้จะเหมือนที่พี่เคยเจอหรือเปล่า แต่ผมว่า มันก้คงจะคล้ายกัน

คิดถึงพี่นะครับ

 

WhiTe' = Wise' = Springfield = DEEP EYEs = Will = izeed = น้องชายพี่

 
Photo 1 of 9
More albums (1)